#เมืองที่เงียบเหงา มีประชากรทั้งหมด 1 คน แต่เธอยังอยู่ที่นั้น

วันนี้ทางทีมงานเราจะพามาดูเรื่องราวที่น่าสนใจมากเช่นกันหมู่บ้าน โมโนวี่ (Monowi)ในรัฐ เนบราสก้า ประเทศ สหรัฐอเมริกา มีผู้อาศัยตามทะเบียนราษฏรเพียง 1 คนคือนาง เอลซี่ ไอเลอร์ (Elsie Eiler) วัย 81 ปี (2015) ที่อยู่อาศัยในหมู่บ้านนี้เพียงลำพัง

Elsie เล่าว่าเมือง Monowi ไม่ได้เป็นเมืองที่เงียบเหงามาตั้งแต่แรก หากย้อนกลับไปในช่วง 1930s ที่นี่เคยมีประชากรอาศัยอยู่ด้วยกันกว่า 150 คน และเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างเส้นทางรถไฟ Elkhorn ทำให้มีผู้คนสัญจรไปมาอยู่เสมอ

ภายในเมืองตอนนั้นประกอบด้วยร้านขายของชำ 3 แห่ง ร้านอาหารอีกมากมาย หรือแม้แต่คุกที่นี่ก็ยังมี ซึ่งในยุคนั้น Elsie อาศัยอยู่ในฟาร์มที่ตั้งอยู่เขตรอบนอกของเมืองและได้เจอกับ Rudy สามีในอนาคตของเธอ ตอนที่ทั้งคู่กำลังเรียนอยู่ชั้นประถม

เมื่อทั้งสองเรียนจบมัธยม พวกเขาก็ต้องแยกย้ายกันไป Rudy ได้ไปเป็นทหารรับใช้ชาติช่วงสงครามเกาหลี ในขณะที่ Elsie มุ่งหน้าสู่เมืองแคนซัส เพื่อไปทำงานในบริษัทสายการบินและหวังที่จะได้เป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่อง
จนกระทั่งทั้งคู่แต่งงานกันตอนอายุ 19 ปีและกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองบ้านเกิด ให้กำเนิดลูกๆ ที่น่ารักมา 2 คน ซึ่งช่วงนั้นเมืองกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤตหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เศรษฐกิจแถวชนบทไม่สู้ดีนัก


จากปัญหาที่เกิดขึ้นเพราะสงคราม ทำให้ผู้คนเริ่มที่จะอพยพไปหางานหาเงินกันที่อื่น ในปี 1960 โบสถ์ประจำเมืองได้จัดงานศพให้พ่อของ Elsie เป็นงานสุดท้ายก่อนที่จะกลายเป็นโบสถ์ร้าง ที่ทำการไปรษณีย์และร้านขายของค่อยๆ ทยอยปิดตามๆ กันไป จนกระทั่งปี 1974 แม้แต่โรงเรียนก็ยังกลายเป็นโรงเรียนที่ไร้ผู้คน

ในปี 1971 ครอบครัวของ Elsie จึงตัดสินใจเปิดกิจการร้านโรงเตี๊ยมของพ่อเธอขึ้นมาอีกครั้ง แม้ว่าลูกๆ ของเธอจะออกไปหางานทำนอกเมือง และพอไปถึงปี 1980 ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองก็เหลือเพียงแค่ 18 คนเท่านั้น

กาลเวลาผ่านไปอีก 20 ปี Rudy และ Elsie กลายเป็นประชากรสองคนสุดท้ายที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ และในปี 2004 Rudy ก็จากโลกนี้ไป ทำให้ Elsie กลายเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ในเมือง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Elsie ได้กลายเป็นคนที่ประกอบหลายวิชาชีพมาก เธอเป็นทั้ง นายกเทศมนตรี เสมียน เหรัญญิก บาร์เทนเดอร์ บรรณารักษ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วในเมื่อเธอคือประชากรที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของสถานที่แห่งนี้
เธอทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ทั้งสั่งซื้อของเข้ามา รับของ เซ็นเอกสาร ก่อนหน้านี้เธอเคยติดประกาศเลือกตั้งนายกเทศมนตรีประจำเมืองเอาไว้ด้วย โดยที่เราก็คงจะรู้ๆ กันอยู่แล้วว่าใครจะได้


ทุกๆ เดือน Elsie จำเป็นต้องจ่ายเงินประมาณ 16,000 บาท เพื่อให้มีน้ำและไฟฟ้าใช้ภายในเมือง อีกทั้งยังต้องคอยดูในเรื่องเอกสารต่างๆ เพื่อไม่ให้ Monowi กลายเป็นเมืองร้าง
ปัจจุบันเธอใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมานานกว่า 14 ปีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้เธอยังคงมีความสุขและไม่อ้างว้าง คือการที่เธอได้เจอกับเหล่าลูกค้าประจำที่ยังคงเข้ามาใช้บริการโรงเตี๊ยมของเธออยู่เสมอ


เธอบอกว่ามันเป็นเหมือนกับครอบครัวใหญ่ เธอได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตาที่เข้ามาใช้บริการเปลี่ยนผ่านไปจากรุ่นสู่รุ่น จากตอนแรกที่ลูกค้ายังคงเป็นเด็กตัวเล็กๆ พอเวลาผ่านไปลูกค้าเหล่านั้นก็เติบโตและพาลูกๆ ของพวกเขามาใช้บริการเป็นรุ่นต่อไป
ในเมืองไม่ได้มีแค่โรงเตี๊ยมเพียงอย่างเดียวที่หลงเหลืออยู่ เพราะที่นี่ยังมีห้องสมุดของ Rudy สามีของเธอ สถานที่แห่งความทรงจำที่เก็บรวบรวมหนังสือและนิตยสารเอาไว้กว่า 5,000 เล่ม ทั้งนี้เพื่อเป็นการทำตามความต้องการสุดท้ายก่อนที่สามีของเธอจะจากโลกนี้ไป ลูกค้าทุกคนจึงสามารถเข้าไปใช้บริการห้องสมุดได้อย่างอิสระ
ส่วนลูกๆ ของเธอนั้นก็ได้ออกไปใช้ชีวิตแบ่งออกไปเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับบ้านเกิดของตัวเอง ในเมือง Ponca ที่ห่างออกไปประมาณ 144 กิโลเมตร ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตไกลถึงประเทศเนเธอร์แลนด์


การที่ Elsie อาศัยอยู่ในเมืองคนเดียวแบบนี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าลูกๆ ทิ้งเธอไว้โดยไม่สนใจใยดี แต่นี่คือความต้องการของตัวเธอเองที่ไม่อยากออกไปจากเมืองที่ตัวเองรัก ทั้งๆ ที่เธอก็สามารถไปอาศัยอยู่กับลูกก็ได้

error: Alert: Content is protected !!